บทวิเคราะห์ The Big Short เกมฉวยโอกาสรวย (2016)

0
The Big Short
The Big Short

หมายเหตุ : 

1.สปอยล์หมดทั้งเรื่อง ใครยังไม่ได้ดูอาจจะงงกับบางประเด็นที่ผมหยิบยกขึ้นมาเล่านะครับ

2.วิเคราะห์ตามที่เข้าใจนะครับ 

::ทำผิดคนละนิดละหน่อย ก็เกิดปัญหาใหญ่ได้::

หนังเรื่องนี้เหมือนจะพุ่งเป้าความผิดพลาดของปัญหาไปที่นายธนาคารเป็นหลัก

แต่ในมุมมองของผม มันเกิดจากความผิดพลาดของจิ๊กซอว์หลายๆชิ้นรวมๆกัน

แม้จะปฏิเสธไม่ได้ว่าชิ้นใหญ่ๆเลยเกิดจากธนาคารนั่นแหละ

ความผิดที่ว่าผมหมายถึง
– ประชาชนทั่วไปที่กู้เงินมาซื้อบ้านโดยขาดความรู้ทางการเงินที่ดีพอ

เช่น

สาวอะโกโก้ที่กู้เงินมาซื้อบ้านตั้ง5หลัง

กับคอนโดอีก1ที่ เพราะขอกี่ทีก็กู้ได้ เดี๋ยวก็ Refinance ได้

แต่ลืมนึกไปว่า หนี้ที่กู้มา ยังไงสักวันหนึ่งก็ต้องใช้
เงินที่มี มีพอแค่ดาวน์หรือผ่อนไปชั่วคราวเท่านั้น

เมื่อถึงเวลาที่แก่แล้ว เต้นไม่ไหวแล้ว จะเอาเงินจากไหนไปผ่อนบ้าน ผ่อนคอนโด

Sales ขายบ้าน ที่คิดแต่จะสร้างยอดขาย 

ขายดิบขายดีจนอู้ฟู่โดยไม่สนใจว่าคนซื้อมีเงินจ่ายค่าบ้านจริงมั้ย ก็ในเมื่อขอแค่ขายได้ ที่เหลือเป็นเรื่องของคนซื้อ กับ ธนาคาร ไปจัดการเรื่องเงินกู้กันเอง

ธนาคารที่คิดว่าอสังหาริมทรัพย์ไม่เสี่ยง เพราะคนต้องมีที่อยู่

แต่ไม่ได้คิดเผื่อถึงกรณีกู้มาซื้อเพื่อเก็งกำไร

แบบเคสของสาวอะโกโก้ บ้านหลังแรกอาจจะเสียไม่ได้เพราะเป็นที่อยู่อาศัย

แต่บ้านหลังที่สองเป็นต้นไปเป็นทรัพย์สินรอการขายต่อเพื่อเก็งกำไร

ความพร้อมจะสูญเสียบ้านหลังที่สองเป็นต้นไปมันต่างกันกับหลังแรก

สถาบันจัดเครดิตเรตติ้ง จัดแบบขอไปที ใครขออะไรก็ให้ได้ดีหมด 

เพราะกลัวจะโดนแย่งงานจากสถาบันคู่แข่ง และคิดว่าไม่เป็นอะไร

ทำให้ไม่มีใครส่งสัญญาณเตือนไปยังประชาชนทั่วไปเลยว่า หายนะทางการเงินครั้งใหญ่กำลังจะมาถึง

::เป้าหมายการทำงาน บนโลกทุนนิยม หนึ่งในต้นเหตุของความผิดพลาด::

บนชีวิตการทำงาน ทุกคนย่อมหวังความก้าวหน้า
ทุกคนคิดแต่จะทำหน้าที่ตนเองให้ดีที่สุด
เมื่อผลงานออกมาดี รายได้ก็จะได้ดีตามไปด้วย

แม้หนังเรื่องนี้จะไม่ได้บอกว่ามันมีการโกงในภาพใหญ่ที่ร้ายแรงขนาดนั้นในช่วงแรก

(ไม่นับการบิดเบือนราคาในช่วงท้ายนะ อันนั้นเดี๋ยวว่ากันอีกที เพราะโกงจริง)

Sales มีหน้าที่ขาย ก็เร่งขาย

ทำทุกวิถีทางให้ขายได้ นั่นคือ ผลงานของSales

นายธนาคารอยากได้ยอดเงินกู้ ก็ลดความยากของการปล่อยสินเชื่อลง

รวมถึงให้ทำสัญญาสวอปได้ โดยไม่ตรวจสอบให้ดีก่อน

สถาบันจัดเครดิตเรตติ้ง ถ้าให้ห่วย ก็ไม่มีใครมาจัดด้วย

นั่นคือ ผลงานของทีม (ซึ่งอันนี้ไม่ค่อยถูกเท่าไหร่ แต่มันโลกทุนนิยมนี่นะ อยากได้ตังค์ใช้มั้ยล่ะ?)
ซึ่งก็อาจจะลืมนึกไปนะว่า ถ้าซี้ซั้วให้ ต่อไปใครจะเชื่อถือ และเมื่อคนไม่เชื่อถือ ต่อไปใครจะมาขอเครดิตเรตติ้งที่นี่

จะเห็นว่าทุกคนทำหน้าที่ของตัวเองอย่างเต็มที่

แต่ลืมมองภาพใหญ่ไปว่า สิ่งที่กำลังต่อจิ๊กซอว์อยู่นั้น คือองค์ประกอบของมหันตภัยครั้งร้ายแรง

แต่ถ้ามองย้อนกลับไป ผมเชื่อว่า ณ จุดๆนั้น หลายๆคนก็คงเลือกที่จะทำเหมือนเดิมนะ

ถ้าสุดท้ายแล้วไม่ได้ผิดกฎหมาย หรือ ติดคุก

เพราะทำแบบนี้มันคือมีผลงาน มันได้เงินไง ก็ Target ของการทำงานเป็นแบบนี้

และถึงคนเหล่านั้นไม่ทำแบบนั้น มันก็มีคนทำอยู่ดี (เชื่อสิ ว่ามีคนคิดแบบนี้)

…ถ้า Sales A ไม่เร่งขาย ไม่ทำให้ขายได้

…ก็จะมี Sales B มาตัดหน้ายอดขายไป

…ถ้าธนาคาร C ไม่ปล่อยกู้

…ประชาชนก็จะไปหาธนาคาร D มาปล่อยกู้ให้ตัวเองอยู่ดี

ต้องมีสักธนาคารที่พลาด หรือ ที่ยอม

ซึ่งยอดดอกเบี้ยก็จะเป็นของธนาคารนั้น (พร้อมความเสี่ยงว่าคนกู้จะใช้หนี้ไม่ได้)

ถ้าสถาบันจัดเครดิตเรตติ้งไม่ให้เรตติ้งที่ดี

แค่เดินข้ามฟากถนนไป ขอเครดิตชั้นดีจากอีกสถาบันแทน

เพราะทุกคนกำลังแข่งกันทำให้ได้ตามเป้าหมายที่วางไว้

โดยไม่มีใครเอาตัวเองออกมาจากเกมการแข่งขันแล้วมองภาพรวมของทั้งระบบว่ากำลังทำอะไรกันอยู่

นี่คือสิ่งที่เกิดขึ้นบนโลกทุนนิยม

ทุกคนคว้าโอกาสที่อยู่ตรงหน้าทั้งนั้น

และก็แบกรับความเสี่ยงกันไปเอง

ถามว่ามีคนไม่ทำได้มั้ย มันก็อยู่ที่เราเลือกนั่นแหละ
แต่ถ้าเราเป็น Sales ที่ไม่เร่งขาย
เป็นธนาคารที่ปล่อยกู้ยาก
เป็นสถาบันที่ให้เครดิตอย่างโหด ไม่มีผ่อนผัน

แล้วเราจะมีลูกค้ามั้ย?
เราจะเลี้ยงปากเลี้ยงท้องของตัวเองได้รึเปล่า?
เมื่อเราไม่มีผลงาน ก็ไม่มีเงิน

::ผลกระทบ ชาวบ้านผู้ไม่รู้อิโหน่อิเหน่::

บนโลกทุนนิยม แม้เราจะบอกว่าเราไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับเรื่องเงินๆทองๆ เรื่องเศรษฐกิจ
แต่เรื่องเหล่านี้ล้วนส่งผลถึงเรา ไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง

แม้เราจะไม่อยากยุ่ง แต่ลูกค้าของเรา บริษัทของเรา คนในครอบครัวของเรา
ก็สามารถเกิดปัญหาจากพิษเศรษฐกิจได้

ผมชอบประโยคที่เบน (แบรด พิตต์) พูดในเรื่องนะว่า

ที่ไม่ชอบงานสายการเงิน เพราะทุกอย่าง ทุกคนถูกย่อยเป็นตัวเลข

การเดิมพันข้างที่ว่าพันธบัตรอสังหาริมทรัพย์ในสหรัฐจะล่มสลาย

ถ้าชนะ จะต้องมีคนจำนวนมากไร้บ้าน ไร้ที่อยู่ ตกงาน ขาดรายได้ จะมีอีกกี่คนที่ต้องฆ่าตัวตาย
เป็นสิ่งที่ฟังแล้วจี๊ดที่สุดในเรื่องนี้เลยครับ

::โลกนี้ไม่มีอะไรแน่นอน ไม่มีอะไรไม่เสี่ยง::

ในเรื่องจะพูดถึงว่าพันธบัตรอสังหา ไม่เสี่ยง แต่ความจริงแล้วมันก็เสี่ยงได้ เพราะสุดท้ายแล้วก็มีคนใช้งานผิดประเภท

หรือต่อให้ไม่ได้ใช้งานผิดประเภท มันก็ไม่ได้มีอะไรการันตีนะ ว่ามันจะคงอยู่ไปได้ตลอดกาล

บริษัทที่เปิดกิจการมาเป็นร้อยปี ก็ต้องปิดตัวลงเพราะล้มละลาย พนักงานที่อยู่มา19ปี ก็ต้องถูกเลย์ออฟ

เราจะเห็นได้ว่าไม่มีอะไรแน่นอนสักอย่าง

ขนาดพันธบัตรที่ผูกกับสัญญาเงินกู้ซื้อบ้าน เมื่อคนไม่จ่ายหนี้เพิ่มสูงขึ้น ราคาพันธบัตรยังถีบตัวขึ้นแบบไร้เหตุผลเลย

แล้วพอราคาตก สวอปซึ่งควรจะวิ่งขึ้นตามทฤษฎี กลับไม่ได้สะท้อนราคาตามความเป็นจริง

ถามว่ามีคนตุกติกมั้ย ก็คงมีคนบิดเบือนข้อเท็จจริงอยู่

สิ่งหนึ่งที่ผมชอบคือประโยคที่ ดร.ไมเคิล (คริสเตียน เบล) พูดว่า

‘ผมแค่อยากได้ความมั่นใจว่าคุณจะมีเงินมาจ่าย’

(ตอนที่ตกลงซื้อสวอปกับธนาคาร)

แต่คนพิจารณายังคิดว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องหมูๆ มีคนมาให้กินค่าธรรมเนียมฟรีซะอย่างนั้น

เขาอาจจะลืมคิดไปว่าโลกนี้ไม่มีใครคิดว่าตัวเองกำลังทำเรื่องโง่ๆหรอก

ดร.ไมเคิลน่าจะต้องคิดมาดีในระดับนึงแล้ว แต่เจ้าหน้าที่คนนั้นก็ไม่ได้ตรวจสอบให้ถี่ถ้วนก่อน

ซึ่งเมื่อถึงเวลาที่ดร.ไมเคิลควรจะได้เงินนั้น ก็กลับกลายเป็นว่าราคาถูกบิดเบือนไปจากความเป็นจริงซะก่อน
แม้จะคาดการณ์ตลาดได้แม่นยำ แต่ก็ยังไม่ได้เงินในช่วงแรก จะเห็นว่าความเสี่ยงเป็นสิ่งที่เราไม่ได้มองเห็นอย่างชัดเจน

หรือในช่วงท้ายที่มาร์ค บาม (สตีฟ คาเรล) โดนลูกน้องเตือนว่า ถ้าไม่ขายตอนนี้ก็อาจจะไม่ได้อะไรเลย
คือแม้จะทายมาถูกทาง สวอปมีมูลค่าสูงขึ้นจริง แต่ถ้าบริษัทที่ออกสวอปให้เจ๊ง ก็อาจจะยังไม่ได้เงินอยู่ดี

::เกมฉวยโอกาสรวย …บนการบิดเบือนข้อเท็จจริง::

การบิดเบือนราคาพันธบัตร ราคาสวอป และไม่ลดเครดิตเรตติ้ง หลังจากที่อัตราการผิดนัดชำระหนี้เริ่มสูงขึ้น
กลับกลายเป็นโอกาสให้เจมี่ และชาร์ลี (2คนที่ทำกองทุนในโรงรถ) สามารถทำกำไรกองโตได้จากการบิดเบือนครั้งนี้

ก็ในเมื่อเครดิตยังไม่ถูกลด ค่าเบี้ยประกัน หรือค่าสวอป มันก็จะยังถูก

เพราะไม่มีใครคิดว่ามันจะล้ม (เครดิตดูดี แม้ไส้ในจะเละไปแล้ว)

การหมกเม็ดเรื่องเล็กๆ กลายเป็นข้อมูลที่ทำให้เจ้าหน้าที่วิเคราะห์ผิดพลาดได้

ส่งผลให้ ทั้ง2คน สามารถได้ดีลขั้นเทพมาได้ (ความเสียหายของธนาคารเลยยิ่งเพิ่มขึ้น)

ถ้าถามว่าสองคนนี้ผิดมั้ย สำหรับผม ผมไม่คิดว่าผิดนะ เพราะสองคนนี้ไม่ได้หมกเม็ด

แต่สองคนนี้กำลังโดนโกงจากความบิดเบือนของระบบในรอบแรก

สองคนนี้ก็เลยใช้ประโยชน์จากความบิดเบี้ยวของระบบเพื่อให้ได้กำไรสูงขึ้นไปอีก

ชดเชยการเสียโอกาสของตนเอง เนื่องจากสวอปที่ซื้อไปก่อนหน้า โดนขึ้นราคา

จากราคาพันธบัตรพุ่งสูงขึ้นอย่างไม่เป็นธรรม

ท้ายที่สุดการบิดเบือดข้อเท็จจริงของสถาบันจัดอันดับ และธนาคาร

เลยกลายเป็นพิษร้ายที่ย้อนกลับมาเล่นงานตัวเอง ทำให้ปัญหารุนแรงขึ้นไปอีก

ซึ่งปัญหาแนวนี้ก็มีให้เห็นในบ้านเราบ่อยเหมือนกัน

จากการบิดเบือนราคาสินค้า รวมถึงความต้องการสินค้าบางอย่างในช่วงระยะเวลาหนึ่งๆ

การแทรกแซงกลไกตลาดอาจช่วยแก้ปัญหาระยะสั้น

แต่มันก็ส่งผลกระทบให้เกิดปัญหาระยะยาวได้ ถ้าไม่มีการจัดการที่ดีพอ

Loading...

Leave a Reply