บทวิเคราะห์ Spotlight คนข่าวคลั่ง

0
Spotlight
Spotlight

คำเตือน : มีสปอยล์นะครับ

::ความจริง หรือ ศรัทธา::

ศาสนาเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
พระหรือนักบวชของแต่ละศาสนา มักจะมีกฏที่ต้องประพฤติ

ซึ่งด้วยกฏเหล่านั้น และการเชื่อในคำสอนของศาสนา
พระหรือนักบวช ย่อมจะต้องเป็นคนดี มีเมตตา ต่อผู้อื่นมากกว่าคนทั่วไป

เมื่อเราศรัทธาแล้ว เราก็มักจะเชื่อว่าเขาเหล่านั้นเป็นคนดี โดยไม่หวาดระแวงใดๆ

แต่เมื่อความจริงถูกเปิดโปง ย่อมเป็นเรื่องยากที่จะทำใจได้ ไม่เว้นแม้แต่กับนักข่าว ที่เป็นคนสัมภาษณ์เหยื่อที่ถูกนักบวชลวนลาม

ความจริงมันเป็นสิ่งที่ยากจะยอมรับ แต่ความจริงก็คือความจริง แม้จะศรัทธามากแค่ไหน เชื่อมากแค่ไหน รักมากแค่ไหน ก็หนีความจริงไม่พ้น คนทำผิดก็คือคนทำผิดอยู่ดี

หนังได้แสดงให้เห็นว่า
การไม่ได้ใส่ใจข่าวเมื่อหลายปีก่อน
การช่วยกันปกปิดความจริงคนละนิด คนละหน่อย
ทั้งโดยตั้งใจ หรือ เกิดจากการไม่ได้ใส่ใจ
ทำให้ปัญหาเกิดขึ้นเป็นเครือข่ายใหญ่โต

มีเหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอยู่เต็มไปหมด (เพราะไม่เคยมีใครรู้จำนวน)

มันน่าหดหู่เหมือนกันครับ ที่ได้ดูฉากจบของหนังเรื่องนี้
แล้วพบว่าคนไม่ได้โทรมาด่าทีมพระเอก แต่เป็นเหยื่อที่โทรมาเต็มไปหมด

และจำนวนเมืองที่มีคนร้องเรียน เป็นตัวหนังสือขาวๆบนพื้นดำ

แต่ทรงพลังที่สุด เป็นฉากที่นำเสนอเรียบๆ แต่หดหู่มาก

::ศรัทธาในบุคคล หรือ ศรัทธาในคำสอน
ความผิดส่วนบุคคล หรือ ความผิดของระบบ::

จริงๆแล้วการที่เรานับถือศาสนาใดๆ
ผมเชื่อว่าเรานับถือที่คำสอนของศาสนานั้นๆ ไม่ใช่ตัวบุคคล
สิ่งที่เรานำมายึดเหนี่ยวจิตใจ นำมาเป็นแบบอย่างคือคำสอน

เช่น ไม่ควรฆ่าคน ไม่พูดปด เป็นต้น

ส่วนบุคคลที่เป็นนักบวช หรือพระ ก็เป็นผู้ปฏิบัติตามคำสอน

ซึ่งถามว่าควรเคารพมั้ย ก็ควรเคารพในระดับหนึ่ง

ในฐานะที่เขาเป็นผู้เผยแพร่คำสอน และยึดถือตามคำสอนของศาสนาได้อย่างเคร่งครัด

แต่หากเขาเหล่านั้นทำผิดหลักของศาสนา
มันก็น่าจะแปลว่าเขาไม่ได้เป็นผู้ยึดถือตามคำสอนแล้ว

ทั้งๆที่สิ่งที่เกิดขึ้นในเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่ผิดคำสอน แต่ผิดกฎหมายด้วย

ซึ่งในหนังเรื่องนี้ ตัวระบบเอง ก็ไม่ได้ขับนักบวชคนนั้นออกจากศาสนาแต่อย่างใด เพียงแค่ย้ายไปเฉยๆ

การเพิกเฉยต่อคำร้องเรียนของเหยื่อ ทำให้เหยื่อมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น

กลับทำให้ศาสนาก็ยิ่งเจอเรื่องเสื่อมเสียมากขึ้น (และท้ายที่สุดนักบวชชั้นผู้ใหญ่ที่เพิกเฉยก็ถูกปลด)

ผมเชื่อว่าส่วนหนึ่งที่ปัญหานี้ลุกลาม
เพราะคนจำนวนหนึ่งไม่แยกแยะระหว่าง

ศรัทธาในศาสนา กับ ศรัทธาในตัวบุคคล

ทำให้คนผิด ยังสามารถกระทำผิด และปกปิดไปได้เรื่อยๆ เพราะคนผิดอาศัยศาสนาเป็นเกราะป้องกัน

แม้กระทั่งเจ้าหน้าที่ของศาลก็ดูเหมือนดึงเรื่องให้นักข่าวทำข่าวได้ช้าๆ ทำข่าวได้ลำบาก

ผมเชื่อว่าเจ้าหน้าที่ก็คงไม่อยากให้มีเรื่องเสื่อมเสียกับศาสนาที่เขานับถือ

แต่ถ้าเรามองว่าความผิดเป็นความผิดของบุคคลนั้นๆ ไม่เกี่ยวกับศาสนาเลย (ก็คำสอนไม่เปลี่ยน)

เรื่องคงจะจบที่สามารถดำเนินคดีกับคนผิดได้ โดยไม่ได้จบที่การยอมความเงียบๆ ไร้ซึ่งบันทึกใดๆ

แต่เพราะทุกคนช่วยกันปิดคนละนิด เรื่องเลยเงียบ
และเรื่องแบบนี้ก็กลายเป็นสิ่งที่พูดไม่ได้ในที่สุด

::ปลาเน่าไม่กี่ตัว จะสนใจหรือไม่สนใจ::

ในหนังมีฉากที่พูดเกี่ยวกับปลาเน่า ว่าเป็นปลาเน่าไม่กี่ตัว (อาจจะแปลจากศัพท์อื่น แต่ Sub Thai ขึ้นแบบนี้)

มันก็อาจจะจริงที่ปลาสดยังมีอยู่เต็มไปหมด

ถ้านำเสนอข่าวปลาเน่า ปลาทั้งเข่งก็อาจจะถูกเหมาว่าเน่า

แต่อีกมุมหนึ่งคือ ถ้าไม่นำเสนออะไรออกไปเลย
ปลาเน่าก็จะไม่ถูกแยกออกจากปลาดี

ซึ่งถ้าเปรียบเทียบกับปลาแล้ว
การปล่อยปลาเน่าไว้ในเข่ง
มีแต่จะทำให้ปริมาณปลาเน่าในเข่งก็จะเพิ่มขึ้น

ถ้านำเสนอออกไปแล้วได้รับการแก้ไข
ปลาในเข่งก็จะถูกแยกปลาเน่าออก
เหลือแต่ปลาสดในเข่ง

แม้ภาพลักษณ์ในข่าวอาจจะดูไม่ดีไปพักนึง
แต่อย่างน้อยเราก็ยังไม่เสียปลาตัวอื่นในเข่งเพิ่ม
และเราสามารถพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าเราไม่เพิกเฉยต่อปลาเน่าในเข่ง เรามีการตรวจสอบและคัดแยกปลาสม่ำเสมอ

::เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ::

แม้หนังจะพูดออกมาไม่บ่อย แต่ผมเชื่อว่าความกลัวแฝงอยู่ในทุกตัวละคร

บางคนกลัวบาป – บาปที่เปิดเผยเรื่องนี้ เพราะทำให้ศาสนาที่ตนเองนับถือเสื่อมเสีย

หรือ กลัวบาปเพียงเพราะอีกฝ่ายเป็นนักบวชก็ตามแต่

ทั้งที่จริงๆแล้วบาปน่าจะเป็นของคนทำผิดมากกว่าเหยื่อ หรือคนที่รู้ความจริง

บางคนกลัวเสื่อมเสีย – บรรดาหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะไม่ค่อยอยากให้เรื่องนี้ถูกตีแผ่ เพราะกลัวองค์กรเสื่อมเสีย

ไม่ว่าจะเป็นองค์กรของศาสนาเอง หรือ โรงเรียนที่เคยมีบาทหลวงที่ก่อคดีอยู่ จึงไม่อยากเปิดเผยข้อมูล
เพราะเป็นเรื่องที่ไม่อยากพูด ไม่อยากเล่า แม้มันจะเกิดขึ้นจริงก็ตาม

บางคนกลัวสังคมต่อต้าน – การเปิดเผยเรื่องนี้ ซึ่งขัดกับความศรัทธาของคนส่วนมาก มีสิทธิ์ทำให้คนเปิดโปงกลายเป็นจำเลยของสังคมได้ ทั้งๆที่เขาเหล่านั้นเป็นเหยื่อ

การถูกสังคมต่อต้านมันไม่ใช่เรื่องเล็กๆ ทำให้คนส่วนนึงไม่กล้าจะออกมาพูด บางคนยังไม่ทันพูด ก็ถูกกดดันจากสังคมและคนรอบข้างว่าห้ามพูดต่อ

ทั้งๆที่เป็นผู้เสียหาย ซึ่งการที่สังคมทำแบบนี้ ผมคิดว่าก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เหยื่อฆ่าตัวตายเช่นกั

แม้หนังจะพูดว่า คนเหล่านี้เสียหลักยึดในชีวิตไป และรู้สึกผิดบาป จึงฆ่าตัวตาย

แต่อีกส่วนหนึ่งผมคิดว่า มันเป็นเพราะสังคมไม่ยอมรับ ไม่ยอมให้พูดเรื่องแบบนี้มากกว่า
ทำให้เหยื่อเหล่านี้ขาดที่พึ่งทางใจ

นอกจากนี้ผมว่าฉากที่เพื่อนของวอลเตอร์ (ไมเคิล คีตัน) เตือนในบาร์ เป็นอะไรที่โดนมากๆ

เพื่อนคนนั้นพูดว่า

‘ปลาเน่าไม่กี่ตัว

ปล่อยไปไม่ได้เหรอ

หัวหน้าสำนักข่าวคนใหม่ก็เข้ามาไม่นานเดี๋ยวก็ไป

แต่นายเกิดเมืองนี้ อยู่เมืองนี้

การนำเสนอข่าวนี้น่าจะไม่เกิดผลดี‘

(ใจความประมาณนี้)

ซึ่งสะท้อนหลายๆแง่มุมออกมา มีมุมหนึ่งผมเชื่อว่า คนๆนี้อาจจะพูดด้วยความเป็นห่วงจริงๆ

ผลกระทบที่มีต่อศรัทธาในวงกว้าง อาจจะทำให้สำนักข่าวอยู่ยาก

และคนที่อาศัยอยู่ในเมืองนี้อย่างวอลเตอร์ จะอยู่ยังไงต่อไป (หัวหน้าเดี๋ยวก็คงย้าย แต่วอลเตอร์อยู่อีกนาน)

ประโยคที่คลี่คลายความกลัวทั้งหมด คงจะเป็น

“มันอาจจะเกิดขึ้นกับฉันหรือนายก็ได้

ที่เราไม่โดน เพียงเพราะเราโชคดี”

เมื่อความกลัวเข้าครอบงำ ก็จะไม่มีคนรู้ความจริง
หรือถึงมีคนรู้ คนๆนั้นก็พูดไม่ได้
พอพูดไม่ได้ ปัญหาก็จะยังคงอยู่ต่อไป

เสมือนฝั่งคนผิดมีอำนาจที่มองไม่เห็นอยู่
อำนาจที่ทำให้คนที่รู้ ไม่สามารถพูดอะไรได้
(เพราะความกลัว)

::คน | ข่าว | คลั่ง::

ตอนแรกที่มาเขียนรีวิว เห็นชื่อไทยแล้วก็ไม่ค่อยชอบชื่อไทยของหนังเรื่องนี้เท่าไหร่นะ

เพราะไม่เห็นนักข่าวจะคลั่งตรงไหน
แต่พอนำมาแยกคำแล้วพบว่า มันเป็นสามคำที่สรุปหนังเรื่องนี้ได้เป็นอย่างดี

| คน |

คนเรามีทั้งดีและเลวปะปนกันไป ในทุกวงการก็มีทั้งคนดีและไม่ดีได้ทั้งนั้น

การปกปิดเรื่องราวเพราะกลัวศาสนาเสื่อมเสีย

ทำให้คนผิดมาแฝงตัวอยู่ในคราบศาสนาได้ง่ายขึ้น

เรื่องนี้ผมมองว่าศาสนาไม่ได้เสื่อมเสีย แต่เป็นคนต่างหากที่เสื่อมเสีย

ความผิดเป็นเรื่องส่วนบุคคล – ส่วนระบบสามารถปรับแก้ให้ขับคนกลุ่มนี้ออกจากการเป็นนักบวชได้ – ซึ่งก็คนอีกนั่นแหละที่ยังไม่ได้ปรับแก้ตั้งแต่เจอปัญหาครั้งแรก

| ข่าว |

สื่อมวลชนมีหน้าที่ตีแผ่ความจริง และรับผิดชอบกับสิ่งที่ตนนำเสนอ จะเห็นว่าทีมสปอตไลท์ทำงานหนักมาก เพื่อยืนยันข้อมูลว่าเป็นของจริง ก่อนตีแผ่สู่สังคม

ซึ่งจะมีฉากหนึ่งที่นักข่าวโดนถามว่า พอนำเสนอข่าวนี้ออกไปแล้ว คุณจะรับผิดชอบอย่างไร

(เพราะมันสั่นคลอนความศรัทธาของคนหมู่มาก)

| คลั่ง |

เมื่อเราศรัทธา เราชอบ เรารัก ใคร หรือ สิ่งใดก็ตาม ไม่ว่าจะเป็นศาสนา หรือ อะไรก็ตาม อย่าถึงขั้นเยอะจนคลั่ง
แม้ว่าเป็นคนดีแค่ไหนก็อาจจะพลาดบ้าง

เราน่าจะพิจารณาความถูกผิดเป็นกรณีไป แล้วแต่การกระทำ การเป็นคนที่ทำดีในเรื่องหนึ่ง ไม่ได้เป็นข้อสรุปว่าจะดีในทุกๆเรื่อง

ไม่ควรอินกับอะไร จนทำให้สายตาพร่ามัว มองผิดเป็นถูก หรือ ช่วยปกปิดความผิด เพราะไม่อยากให้เสื่อมเสีย

Loading...

Leave a Reply