SCB ปะทะ Rabbit Line Pay เปิดศึกดึงฐานลูกค้าที่ Siam Paragon

0

ช่วงนี้ผมมีโอกาสไปสำรวจตลาดแถวๆสยามพารากอนมาครับ (ข้ออ้างของการไปช้อปปิ้ง)

พบว่าสงครามฟรีค่าธรรมเนียมนั้น เป็นเพียงภาพย่อยๆในหลายๆสงครามของธุรกิจการเงิน ที่กำลังเกิดขึ้นในช่วงนี้ เพราะโลกในตอนนี้นั้น ไม่ใช่เพียงธนาคารแข่งกับธนาคารอีกต่อไปแล้ว แต่ธนาคารกำลังแข่งกับบริษัทเทคโนโลยีอื่นๆ ที่พร้อมจะเข้ามาทำลายล้างการทำงานในรูปแบบเดิมๆของธนาคาร และแย่งชิงลูกค้าของธนาคารไป

Rabbit Line Pay เป็นตัวอย่างหนึ่ง ซึ่งจริงๆผมก็เคยเขียนถึงเล็กน้อยไปแล้วเมื่อตอนเขียนบทความนี้

บทวิเคราะห์ SCB และ KBANK ถึงเวลาธนาคารบอกลาค่าธรรมเนียม?

แต่นั่นคงยังไม่เพียงพอ เพราะภาพการแข่งขันที่ชัดเจนมันอยู่ใกล้ๆตัวเรานี่เอง โดยศึกครั้งนี้เป็นของ SCB กับ Rabbit Line Pay ครับ

เริ่มด้วย Rabbit และ Rabbit Line Pay กันก่อน

Rabbit Line Pay คืนเงิน 30 บาท เมื่อซื้ออาหาร 60 บาทขึ้นไป
Rabbit และ Rabbit Line Pay ลด 5 บาท เมื่อซื้ออาหาร 50 บาทขึ้นไป

จะเห็นว่าของฝั่ง Rabbit นั้นเป็นการไปแตะบัตร หรือ Scan QR Code ที่ร้านอาหารแต่ละร้านโดยตรง และพิเศษหน่อย ถ้าเป็น Rabbit Line Pay (Scan QR Code ผ่านมือถือ) ยังจะได้เงินคืนอีก 30 บาท ซึ่งแอบเขียนไว้ตัวเล็กๆ ใต้คำว่า 50% (คือถ้าสั่ง 60 บาทพอดี ก็ได้คืน 50% แต่ถ้าสั่งเกิน ก็ได้คืน 30 บาทนะครับ)

มาต่อกันที่ SCB ซึ่งจะไม่ได้จำกัดอยู่แค่ Food Court แต่เหมารวมไปถึงการซื้อของในห้างสรรพสินค้าของกูร์เมต์มาร์เก็ตด้วย ซึ่งโปรโมชั่นถือว่าเชื้อเชิญให้สมัคร App มากๆ โดยผมขอพูดถึงตัวเด่นๆแค่ 2 ตัวพอนะครับ

  1. ช้อปของใน Gourmet Market 500 คืน 100 >>> ลด 20%
  2. ซื้อบัตรเติมเงินด้วย SCB EASY 150 คืน 50 >>> ลด 33%
SCB ซื้อบัตร Food Court 150 บาท คืนเงิน 50 บาท

สงครามโปรโมชั่น ของใครดีกว่า?

ถ้าพิจารณาจากโปรโมชั่น เหมือนว่า Rabbit Line Pay จะคุ้มกว่า ที่มีโอกาสได้คืนถึง 50% แต่เมื่อดูราคาอาหารในพารากอนแล้ว ราคาส่วนใหญ่ก็ราวๆ 90 บาทขึ้นไป ทำให้การได้คืน 30 บาท ก็คิดเป็นประมาณ 33% อยู่ดี แต่ไม่ต้องเสียเงินถึง 150 บาท ซึ่งถ้าราคาอาหารแพงกว่านั้น SCB EASY ก็ดูจะตอบโจทย์กว่า

เรียกว่าโปรโมชั่นของสองค่ายนี้ไม่ยิ่งหย่อนไปกว่ากันเท่าไหร่เลย เพราะให้เงินคืนสัดส่วนพอๆกัน อยู่ที่ว่าลูกค้าทานอาหารมื้อนั้นราคาเท่าไหร่ (จริงๆของ SCB ถ้า Scan ที่ร้านอาหารเลย ไม่แลกบัตร จะได้โปรจ่าย 60 คืน 20 ที่เขียนไว้ในภาพ ซึ่งน้อยกว่า Rabbit Line Pay ผมเลยไม่ยกมาเทียบนะครับ)

ทำสงครามไปทำไม?

ศึกครั้งนี้ไม่ต่างจากสงครามฟรีค่าธรรมเนียม ในแง่ที่ผู้บริโภคได้ประโยชน์ แต่ทำไม SCB กับ Rabbit Line Pay ถึงต้องพยายามเข้ามามีส่วนร่วมกับธุรกรรมที่เราใช้จ่ายขนาดนั้น อยู่ดีๆคงไม่มีใครอยากเสียเงินทำการตลาดโดยที่ตัวเองไม่ได้ประโยชน์ครับ

ถ้าวันหนึ่งเราเสพติดการใช้ Cashless ไปแล้ว โดยผ่าน App ใด App หนึ่งเป็นหลัก เมื่อนั้นคงจะเพิมอำนาจต่อรองให้กับเจ้าของ Platform เหมือนอย่างที่ทุกวันนี้ Facebook มีอิทธิพลในวงการสื่อและโฆษณามากสุดๆ เรียกได้ว่ากินรวบเกือบทุกแบรนด์ต้องพึ่งพา Facebook

…แล้วถ้าใครกินรวบ Platform การจ่ายเงินได้ ก็น่าจะสามารถทำได้หลายสิ่งหลายอย่าง เพราะเป็นหน้าต่างบานแรกที่ลูกค้าเลือกเพื่อจะไปจ่ายเงิน ซึ่งสามารถเอาไปเอื้อต่อการทำธุรกิจ ธุรกรรมอื่นๆ เพราะพ่อค้าแม่ค้ายังไงก็ต้องการเงิน และอยากให้ลูกค้าตัวเองสะดวก เงินลูกค้าอยู่ที่ไหน คนขายก็พร้อมจะไปตามเก็บเงินบน Platform นั้น (เช่นเดียวกับการที่ร้านค้ามีเครื่องรูดบัตรเครดิต) เหมือนที่ AliPay กับ WeChat Pay ที่แผ่ขยายห้างไทยยังต้องเปิดรับ เพื่อให้ลูกค้าคนจีนสามารถจับจ่ายใช้สอยได้สะดวก

นอกจากนี้บริษัทที่มีข้อมูลการจ่ายเงินของลูกค้าเยอะขนาดนี้ ก็ไม่แปลกที่จะทราบฐานะการเงินของลูกค้าได้เป็นอย่างดี ซึ่งก็ต่อยอดไปทำผลิตภัณฑ์เงินกู้ ขายประกัน หรือแนะนำการลงทุนได้อีก และนี่คือ รูปแบบหนึ่งของ BIG DATA นัั่นเอง


เนื่องจากตอนนี้ค่อนข้างยาวแล้ว …ผมเลยขอจบไว้เพียงเท่านี้ก่อน จริงๆแล้วเนื้อหาที่ผมอยากจะเล่าและคาดเดาต่อไปอีก เกี่ยวกับเทคโนโลยีในธุรกิจธนาคารยังมีอีก ไว้ติดตามต่อในตอนถัดไปนะครับ

อย่าลืมกด See First ใน Fan Page ธุรกิจใกล้ตัว

และสามารถ Follow ได้ที่ Twitter : @MeReviewTH นะครับ

Leave a Reply