รีวิว Black Mirror Season 1-4

0
Black Mirror

“Sci-Fi สุดล้ำ เสียดสีสุดขั้ว

เป็นซีรีส์แนวที่ถูกใจสุดๆ”

ลักษณะของซีรีส์เรื่องนี้ ต้องบอกว่าเป็นหนังสั้นมากกว่า แต่ละตอนจะไม่มีความเกี่ยวข้องกัน อาจจะมีกิมมิค หรือยืมพลอตบางส่วนของตอนอื่นมาบ้างเล็กน้อย แต่ก็ถือได้ว่าแยกขาดจากกันชัดเจน ทำให้เราได้เห็นพลอตล้ำๆ แนวๆ หลากหลายมากๆ นั่นเป็นเสน่ห์ของซีรีส์ชุดนี้

เนื่องจากมีหลายตอนที่ดีมากๆ สำหรับตอนที่ผมชอบกว่าตอนอื่นๆ ผมจะใส่แถบสีเหลืองครอบชื่อตอนไว้นะครับ

Season 1 มี 3 ตอนดังนี้

The National Anthem – เปิดเรื่องมาด้วยปมประเด็นทางการเมือง เมื่อคนร้ายจับตัวเจ้าหญิงของประเทศไปเรียกค่าไถ่ แล้วยื่นข้อเรียกร้องสุดประหลาดให้นายกรัฐมนตรีของประเทศทำ …ชวนให้ฉุกคิดว่าโลกโซเชี่ยลนั้นร้ายกาจเพียงใด

Fifteen Million Merits – โลกยุคอนาคตในรูปแบบนึง ที่สะท้อนภาพทุนนิยมและชื่อเสียงเงินทองในยุคปัจจุบัน เรื่องนี้เสียดสีได้แสบสุดๆ

The Entire History of You – จะเกิดอะไรขึ้นเมื่อคนเราสามารถจดจำทุกเรื่องราวได้หมด และหากจำไม่ได้ก็มีเครื่องมือช่วยย้อนกลับไปดูภาพซ้ำได้ เหมือนถ่ายวีดีโอไว้ตลอดเวลา เป็นอีกตอนที่ร้ายกาจพอสมควร แม้จะมีช่วงน่าเบื่อนิดหน่อยก็ตาม

Season 2 มี 3 ตอนดังนี้

Be Right Back – เล่าอะไรมากไม่ได้ แต่เป็นตอนหนึ่งที่นำเสนอมุมมองของเทคโนโลยีแห่งอนาคตได้น่าสนใจมาก อาจจะไม่ใช่ทุกคนที่จะชอบตอนนี้นะ แต่ผมชอบ

White Bear – เป็นอีกตอนที่ไม่ควรรู้อะไรก่อนเลย ซึ่งเราจะรู้สึก weird มาก แต่เป็นตอนที่มีดีพอตัวนะ

The Waldo Moment – เป็นตอนที่ผมชอบพอสมควร แม้จะเดินเรื่องเรื่อยๆ แต่สะท้อนมุมมองท่ี่น่าสนใจเกี่ยวกับ Mascot และสังคมครับ

ตอนพิเศษ มี 1 ตอน

White Christmas – เป็นตอนที่เจ่งมากๆ แนะนำให้ดูอย่างยิ่ง และขอไม่เล่าอะไรเลยอีกเช่นกัน

Season 3 มี 6 ตอนดังนี้

Nosedive – สำหรับผม รู้สึกว่าเดินเรื่องน่าเบื่อพอสมควร แต่ก็เข้าใจในประเด็นที่หนังพยายามจะสื่อและเสียดสีเกี่ยวกับโลกแห่งการรีวิวและให้คะแนนนะครับ คือมันเสียดสีได้เจ็บมากจริงๆ เชื่อว่าคงมีคนชอบตอนนี้บ้างไม่มากก็น้อย เพียงแต่ผมพอเดาได้ว่าหนังจะเสียดสีมุมไหน เลยรู้สึกมันเดินเรื่องช้าไป

Playtest – เกี่ยวกับการทดสอบเกมตัวใหม่ ซึ่งเดินเรื่องน่าสนใจประมาณนึงเลย

Shut Up and Dance – เป็นตอนที่พลอตธรรมดาไปหน่อย เกี่ยวกับการแบล็คเมล์สั่งให้คนทำตาม แต่สำหรับผมถือว่าเป็นตอนที่สนุกใช้ได้เลยครับ

San Junipero – เปิดเรื่องมาในธีมย้อนยุค ทำเอาถึงกับงง …แต่เป็นตอนนึงที่ชอบมากๆเลยครับ เรื่องนี้เป็นตอนนึงที่ดังมากๆ แล้วก็ได้รางวัลมาเพียบ ซึ่งก็คู่ควรมากๆ เพราะมีความน่าสนใจและดีมากๆในหลายๆด้านครับ

Men Against Fire – เป็นตอนนึงที่รู้สึกยืดเยื้อและไม่ชอบในหลายช่วงตอน อาจจะเพราะเราไม่ชอบหนังยิงๆแนวนี้ แต่เรื่องนี้นำเสนอประเด็นของทหารในโลกอนาคตได้น่าสนใจมาก

Hated in the Nation – เป็นตอนที่เจ๋งมากๆตอนนึง เรื่องนี้ความยาว 89 นาที ซึ่งเทียบเท่าหนังโรงได้เลย พลอตมีทั้งความล้ำ ผสมผสานกับการเสียดสีสังคมแห่งความเกลียดชังอย่างเจ็บแสบที่สุดตอนนึง เรียกได้ว่าเป็นอีกตอนที่คุ้มค่ากับการดูมากๆ

Season 4 มี 6 ตอนดังนี้

USS Callister – หนังได้แรงบันดาลใจจาก Star Trek มาเยอะ แต่ตัวเนื้อหาสำคัญผมคิดว่าไม่เกี่ยวกับ Star Trek เลย …ปมในเรื่องนี้น่าสนใจมากๆ และขยี้ไปได้สุดพอสมควร แม้จะเดาบางอย่างได้ แต่ช่วงระหว่างทางหนังมีประเด็นที่น่าสนใจเกี่ยวกับโลกอนาคตพอสมควร

Arkangel – เทวดาผู้คุ้มครองเด็กน้อย คงจะเป็นชื่อโครงการเฝ้าระวัง เมื่อผู้ปกครองสามารถติดตามภาพที่เด็กมองเห็นและควบคุมได้ผ่าน Tablet …เป็นหนึ่งในเรื่องที่จัดเต็มและร้ายกาจมาก

Crocodile – เป็นหนังที่กดดันพอสมควร มีช่วงน่าเบื่อเยอะ เทคโนโลยีที่ใช้ในเรื่องนี้ไม่ได้ล้ำกว่าเรื่องอื่น แต่น่าสนใจมากถึงประเด็นที่หนังขับเคลื่อนไปถึงในตอนจบ

Hang the DJ – เมื่อระบบจับคู่ให้เราไปเป็นแฟนกับใครสักคนตามเวลาที่กำหนด ไม่ว่าจะชอบหรือเกลียด ก็ต้องอยู่ตามเวลาที่ให้ไว้ จนกว่าเราจะเจอคู่แท้ …เป็นโลกที่แตกต่างกับโลกของเราอย่างสิ้นเชิง แต่ทำออกมาได้น่าสนใจพอสมควร

Metalhead – หนังภาพขาวดำสุดแนวที่เล่ารายละเอียดของหนังให้คนดูรู้น้อยมาก กว่าจะเข้าใจประเด็นในหนังก็แทบจะจบเรื่องแล้ว แต่พอเข้าใจพลอตทั้งหมด คิดว่านี่เป็นหนึ่งในพลอตหนังโลกอนาคตที่น่าสนใจมาก และคิดว่าดีแล้วที่เอามาทำหนังสั้น เพราะถ้ายาวกว่านี้ก็ดูจะยืดเยื้อไป (แค่นี้ก็ยืดพอสมควรแล้ว)

Black Museum – เป็นหนังที่มีกิมมิคกับหนังเรื่องอื่นๆ แต่มีวิธีนำเสนอที่น่าสนใจ ทำให้ตอนนี้มีความหลากหลายในตัวมันเองพอสมควร เป็นอีกตอนนึงที่ดีมากๆครับ

Loading...

Leave a Reply