บทวิเคราะห์ Train to Busan

0
Train to Busan
Train to Busan

หมายเหตุ :
1.สปอยล์เนื้อหาจนถึงตอนจบนะครับ ถ้าใครยังไม่ดู อาจจะอ่านแล้วงงๆกับสิ่งที่หยิบขึ้นมาพูดถึงครับ

2.อาจจะพูดถึงเนื้อหาเยอะหน่อย เพื่อนำไปสู่บทสรุปในสิ่งที่ผมอยากพูดในตอนกลางและตอนท้ายนะครับ

3.ใครยังไม่ได้ดูแล้วอยากอ่าน ก็อ่านตามสะดวกเลยนะครับ

เอาตัวรอด / เห็นแก่ตัว

แกนหลักของเรื่องนี้เหมือนจะนำเสนอเรื่องของการเอาตัวรอด

ควบคู่ไปกับความเห็นแก่ตัวของคนเราในยามคับขันเป็นหลัก

เราจะเห็นภาพหลายต่อหลายครั้ง

ตั้งแต่พระเอกปิดประตูใส่หน้าสามีของสาวท้อง และสาวท้อง แต่สุดท้ายก็ยอมเปิดให้

หนังพยายามเล่าว่าพระเอกเป็นคนเห็นแก่ตัว และเหมารวมไปถึงอาชีพที่ทำด้วยส่วนหนึ่ง
จุดนี้ผมไม่ค่อยชอบเท่าไหร่ที่เหมือนกับโยนบาปให้คนทำอาชีพนี้นะ ว่าต้องเห็นแก่ตัว

แต่มันก็เป็นอาชีพที่ต้องเอาตัวรอดอยู่บนสงครามการเงินทุกวี่วันอาชีพนึงนั่นแหละ

ไม่ว่าเราจะประกอบอาชีพอะไร เราทุกคนย่อมมีสัญชาตญาณของการเอาตัวรอดกันทั้งนั้น
ไม่งั้นมนุษย์คงไม่อยู่กันมาจนถึงวันนี้ แต่เมื่อถึงจุดที่มีความเป็นความตายเป็นเดิมพัน
นั่นแหละถึงจะเป็นจุดที่บอกได้ว่าใครเห็นแก่ตัวมากกว่าใคร

สามัคคีคือพลัง / การช่วยเหลือในสังคมมนุษย์

หลังจากที่พระเอกแสดงความเห็นแก่ตัวมาสักระยะ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องปิดประตูใส่สามีสาวท้อง เก้าอี้ที่ให้ลูกนั่ง ไปจนถึงทางออกที่สถานีแดจอนที่พยายามจะแยกตัวไปเงียบๆ

สุดท้ายแล้วความเห็นแก่ตัวของพระเอกไม่ได้ทำให้พระเอกหรือลูกรอดไปได้เลย แต่เพราะการช่วยเหลือของคนที่พระเอกเคยทอดทิ้งอย่างสามีของสาวท้องต่างหากที่ทำให้พระเอกและลูกรอดมาได้

หนังพยายามทำให้เราเห็นว่าการช่วยเหลือกันเป็นสิ่งที่ดี ความสามัคคีกันช่วยผลักประตูกระจกที่แดจอนเป็นสิ่งที่ด

แม้ว่าสุดท้ายกระจกจะแตก และมีกลุ่มคนบางส่วนต้องตายไปก็ตาม

การวางเฉย…ท่ามกลางความเห็นแก่ตัว และการช่วยเหลือเกื้อกูล

คู่คุณยายสองพี่น้องเป็นตัวอย่างที่ดีของการวางเฉยต่อความเห็นแก่ตัวและไม่ช่วยเหลือกันที่อยู่ตรงหน้า

ในขณะที่สาวมัธยมพยายามจะช่วยเพื่อน(หรือแฟน?) ของตัวเองเต็มที่ และโดนกลุ่มคนในโบกี้หน้าขัดขวาง
คุณยายกลับเลือกที่จะวางเฉย ไม่เข้าร่วมขัดขวางหญิงสาวคนนั้น หรือ ไม่ช่วยเป็นกระบอกเสียงให้หญิงสาวคนนั้นเลย

ไม่ว่าจะทราบหรือไม่ว่าพี่น้องของตนก็อยู่ในกลุ่มคนที่กำลังรอการเปิดประตูโบกี้อยู่เช่นเดียวกัน
การช่วยเหลือในยามที่ช่วยได้ แต่ไม่ช่วย ทำให้คนที่ควรจะรอดต้องเสียชีวิตฟรีๆ ไปหลายคน

ฉากนี้เป็นฉากที่ผมชอบมากในหนังเรื่องนี้นะ มันแสดงให้เห็นว่าความกลัว และรักชีวิตของเรา

บางครั้งก็ทำให้คนอื่นที่ก็รักชีวิตของตัวเองเหมือนกันต้องตายไปโดยไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรเลย

บทลงโทษ / บาปในใจ

หลังจากคุณยายผู้รอดชีวิตเห็นว่ายายอีกคนที่น่าจะรอดต้องกลายเป็นซอมบี้ ก็นึกเสียใจ เลยเปิดประตูให้ซอมบี้เข้ามาซะงั้น
ฉากนี้เป็นฉากนึงที่ผมคิดว่าประดิษฐ์มาก แต่เป็นฉากที่ผมชอบ และผมก็ขำกับฉากนี้มากนะ

มันเป็นฉากยาวต่อเนื่องที่ผมชอบมากจริงๆ คือ หลังจากที่ลุงที่เห็นแก่ตัวที่สุดในเรื่อง ป้ายสีไปว่า ไม่รู้ว่าพวกพระเอกติดเชื้อรึเปล่า (ไม่มีมูลสักนิด)

คนในโบกี้ที่หน้ามืดตามัวอยากเอาตัวรอด ก็พยายามล็อกประตู ซึ่งผมก็กะอยู่แล้วล่ะ ว่าไอ้การล็อกประตูครั้งนี้จะกลับมาทำร้ายไอ้คนกลุ่มนี้ซะเอง

เชื่อว่าหลายคนคงแอบสะใจ แต่อย่าลืมคิดในมุมที่ว่า หากเราอยู่ในสถานการณ์นั้น

1.เราจะไว้ใจพวกพระเอกมั้ย
2.เราจะตามน้ำไปกับคนอื่นๆในโบกี้ เพื่ออยู่ในโบกี้ต่อไปมั้ย
3.หรือเราจะทำเหมือนคุณยาย คือนั่งเฉยๆ ไม่มีปากมีเสียงในการไล่ใครไป หรือให้ใครอยู่

ซึ่งหนังก็ได้ให้ทางลงสวยๆกับสาวมัธยมที่จิตใจดีงามอยากช่วยเหลือเพื่อน ด้วยการให้ตามออกไปอยู่นอกโบกี้มรณะนั้น

บทลงโทษของความไม่ช่วยเหลือผู้อื่นจึงจบด้วยความตายทั้งหมด

การเปิดประตูของคุณยายผู้รอดชีวิต จึงเป็นเหมือนการชดเชยความผิดของบาปที่เกิดขึ้นในใจของตนเอง

คุณยายไม่มีแรงใจที่จะมีชีวิตอยู่อีกต่อไปแล้ว
เมื่อได้ทำสิ่งที่เหมือนกับฆ่าพี่น้องของตัวเองไปต่อหน้าต่อตา (ไม่ว่าจะโดยตั้งใจหรือไม่ก็ตามแต่)

ฉากนี้ผมคิดว่าการสื่อสารเรื่องแรงใจในการมีชีวิตอยู่ของคุณยายได้ดีมากๆ

เมื่อหมดอาลัยตายอยากแล้ว ก็ทำการพิพากษากลุ่มคนใจแคบร่วมโบกี้ไปพร้อมกับตนเอง

ทางสายกลางคือทางรอด…รึเปล่า?

หนังเรื่องนี้ทำให้เห็นหลายต่อหลายครั้งว่า ถ้าไม่มีคนอื่นช่วย คงอยู่ไม่รอดไปจนถึงท้ายเรื่อง

แต่หนังก็ทำให้เห็นว่าช่วยคนอื่นมากไปก็ตายได้เหมือนกัน เช่น กลุ่มเด็กมัธยมหลายคนที่สถานีแดจอน

แต่ตัวอย่างที่เห็นชัดคือ คนขับรถไฟที่ตายฟรีๆ ทั้งๆที่ตั้งแต่ต้นเรื่องมา คนนี้ควรจะเป็นคนรอดมากที่สุด
ขับรถไฟเป็น ไปคนเดียวก็ได้ แต่ช่วยคนอื่น ช่วยแม้กระทั่งคนที่เห็นแก่ตัวที่สุด จนโดนผลักให้ซอมบี้กัด

แต่ไอ้ลุงที่เห็นแก่ตัวนั่น สุดท้ายตัวคนเดียวก็ไปไม่รอ
จริงๆถ้าคนขับรถไฟไม่ลงมาช่วย ก็ตายแน่ๆ นี่ขนาดมาช่วยยังไม่รอดเลย

ผมก็คิดว่ามันตลกนะ ผลักคนขับรถไฟ แล้วตัวเองขับรถไฟเป็นรึเปล่ายังไม่รู้เลย ความอยากเอาตัวรอดเป็นเรื่องเฉพาะหน้ามากกว่า

บางคนอาจจะนึกแช่งตาลุงอยู่ในใจ
แต่อย่างที่บอกไปก่อนหน้านี้ครับ ไม่ถึงหน้าสิ่วหน้าขวาน
เราก็ไม่รู้เหมือนกันว่าถึงตอนนั้นเราจะคิดยังไง

หนังเรื่องนี้ภาพยังไม่โหดร้ายรุนแรงเท่าไหร่นะ เพราะหนังคงตั้งใจจะนำเสนอเรื่องอื่นๆมากกว่า

การเสียสละของมนุษย์

มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตชนิดหนึ่งที่รักชีวิต แต่ก็ยอมสละชีวิตเพื่อคนที่ตัวเองรักได้เช่นกัน

ตัวอย่างที่ดีที่สุดคงเป็นสามีของสาวท้องและพระเอก

ผมคิดว่าสามีของสาวท้องก็อาจจะไม่ได้เป็นคนที่มีน้ำใจมากสุดในเรื่อง

แต่มีนิสัยช่วยคนเท่าที่ทำได้ (ไม่ช่วยจนเกินตัว)

ที่ยอมเสียสละตัวเอง กั้นประตูไว้ ก็เพื่อแฟนตัวเอง และลูกในท้อง

การช่วยพระเอกไปก็มีโอกาสให้พระเอกได้ช่วยแฟนตัวเองอีกหลายต่อหลายครั้ง

เช่นเดียวกับพระเอกที่ท้ายที่สุดแล้ว ก็ยอมสละตัวเองเพื่อให้ลูกได้ปลอดภัย
รวมถึงสาวท้องด้วย และฝากฝังให้ช่วยดูแลลูกเช่นเดียวกัน

หนังนำเสนอการเสียสละซ้ำสองครั้ง ซึ่งผมคิดว่ามันมีนัยยะ ในการเน้นย้ำเช่นเดียวกันกับประเด็นถัดไป

ความเห็นแก่ตัวของมนุษย์

ฉากจบของเรื่องนี้ทำให้เราได้พบกับทหาร ทหารซึ่งอยู่ในพื้นที่ปลอดภัย และเป็นหน้าด่านในการป้องกันภัยที่มาเยือน

เหตุการณ์ครั้งนี้เปรียบเทียบได้กับโบกี้แห่งความเห็นแก่ตัวที่ไม่ยอมเปิดประตูไม่ผิดเพี้ยน

การเห็นเพียงเงาตะคุ่มๆ แล้วมีการสั่งยิงผู้หญิงกับเด็ก (ผมไม่ใช้คำว่าท้อง เพราะคนจะยิงมองไม่เห็น)
ก็เป็นเพียงเพื่อความปลอดภัยของกลุ่มคนที่อยู่โซนปลอดภัย

เป็นอีกจุดที่หนังซ้ำสองครั้งเพื่อให้เราไม่ลืมว่า

แม้จะสละชีวิตตัวเองได้ มนุษย์ก็ยังมีความเห็นแก่ตัวอยู่ด้วยเหมือนกัน

ถ้าหนังจบแบบหดหู่ ฉากนี้คงจะมีการยิงเป็นแน่แท้

หนังเลยเลือกที่จะประดิษฐ์ฉากให้เด็กร้องเพลง เพราะนึกถึงพ่อหรืออะไรก็ตามแต่ทั้งสองคนเลยรอด

(ท่าเดินตอนเห็นเป็นเงาของสองคนนี้ เหมือนซอมบี้มาก

เพราะความอิดโรยของทั้งสอง ฉากนี้ทำออกมาดี ถ้ายิงจริง ผมไม่ข้องใจนะ)

แต่ลองคิดภาพว่า หากเป็นชีวิตจริง ผมเชื่อว่าสองคนนี้คงถูกยิงไว้ก่อน

เพื่อความปลอดภัยของทหารเอง และประชาชนส่วนใหญ่ที่อยู่หลังบังเกอร์

การใช้ไม้อ่อนอย่างกระบอง หรือโล่ ถูกนำเสนอผ่านภาพข่าวไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งกลายเป็นการเพิ่มจำนวนซอมบี้อย่างไม่สิ้นสุด

รีวิวปิดท้าย

ด้วยสิ่งที่ผมพิมพ์ไป จะเห็นว่าผมใช้คำว่าหนังประดิษฐ์บ่อยมาก เพราะมันมีความบังเอิญหลายอย่างภายใต้กรอบของหนัง

เช่น ผู้รอดชีวิตยังเป็นเด็ก กับผู้หญิงท้องเลย ซึ่งชีวิตจริงคงรอดยาก แต่ถ้าตายในหนัง ภาพคงไม่งาม

แต่ที่ผมยังชอบ เพราะความพยายามจะชักจูงหนังมาในทิศทางนี้ แม้มันจะดูง่าย

(คือเดาง่าย เช่น เดาได้ว่าโบกี้เห็นแก่ตัวนั่น น่าจะแพ้ภัยตัวเอง)

แต่มันมีความละเอียด และมันมีประเด็นที่หนังเลือกจะถ่ายทอด สื่อความออกมาอยู่ หลายประเด็นที่หนังนำเสนอซ้ำ หลังจากนำเสนออีกแง่มุมหนึ่

ทำให้เราเห็นว่ามนุษย์นั้นมีทั้งด้านดีและด้านมืด ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ว่าเป็นแบบไหน และกำลังทำเพื่อใคร หรือ เพื่ออะไร

การพยายามใส่ทุกฉาก เรียบเรียงมาอย่างเป็นระบบ ในการจะให้ตัวละครใดรอด หรือตายแบบใด
ทำให้หนังเรื่องนี้นำเสนอแง่มุมเรื่องความเห็นแก่ตัวและการเสียสละของมนุษย์ได้อย่างน่าสนใจมากๆครับ

Loading...

Leave a Reply