บทวิเคราะห์ Spider-Man: Far From Home เมื่อโลกต้องการฮีโร่

0
บทวิเคราะห์ Spider-Man Far From Home

คำเตือน: สปอยล์เนื้อหาใน Marvel Cinematic Universe จนถึง Spider-Man: Far From Home ถ้าไม่ได้ดูบางเรื่องมาก่อน ผมอาจจะมีหลุดสปอยล์หรืออ้างอิงข้อมูลบางส่วนจากหนังเรื่องใดๆในหนังชุดนี้นะครับ ทั้งนี้สามารถคลิกที่ชื่อหนังเพื่อไปอ่านรีวิวแบบไม่สปอยล์ได้ครับ

1.โลกต้องการฮีโร่แบบ Iron Man

ท่ามกลางความยุ่งเหยิงของการกลับมาของประชากรครึ่งหนึ่ง ในอีก 5 ปีหลังจากการดีดนิ้วของ Thanos หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราเห็นว่าคนธรรมดาทั่วไปต้องการฮีโร่มากกว่าที่เคยเป็น ทำให้ Spider-Man ซึ่งได้รับการยอมรับจาก Iron Man ว่าเป็นหนึ่งใน Avengers และใช้ชุดเกราะที่ Iron Man สร้างจึงเป็นคนที่ถูกตั้งคำถามว่าจะเป็นผู้นำทีม Avengers หรือไม่

แต่ปีเตอร์ยังเป็นเพียงเด็กวัยใสไฮสคูล แม้ในภาค Homecoming เราจะเห็นเขาอยากเป็นฮีโร่ระดับ Avengers มากเพียงใด แต่หลังจากเจอกับตัวร้ายอย่าง Vulture เขาก็รู้สึกได้ว่าขอเป็นแค่เพื่อนบ้านที่แสนดี น่าจะดีกว่า ซึ่งการได้ต่อสู้กับ Thanos ใน Infinity Wars ก็เป็นการจับพลัดจับผลูไปสู้ โดยที่ยังมี Iron Man อยู่ด้วย ซึ่งการพ่ายแพ้ของเหล่าฮีโร่ในครั้งนั้น ทำให้เขาต้องสลายกลายเป็นฝุ่น

สำหรับเด็กมัธยมแบบเขา มันไม่แปลกที่เขาจะกลัว และคิดว่าตัวเองอาจจะยังไม่เหมาะสมที่จะรับบทบาทอันยิ่งใหญ่ถึงขนาดเป็นผู้นำของ Avengers อาจจะพูดได้ว่าแม้แต่ Spider-Man เอง ก็ต้องการคนแบบ Iron Man เช่นกัน และเพราะแบบนี้ Mysterio ถึงได้หลอกล่อให้ตน สามารถชนะใจปีเตอร์ และครอบครอง E.D.I.T.H. ได้ในที่สุด

2.พลังที่ยิ่งใหญ่ มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง

การส่งไม้ต่อของ Iron Man อย่างการให้ E.D.I.T.H กับปีเตอร์ คือ “พลังที่ยิ่งใหญ่มาพร้อมกับความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่ง” ของ Spider-Man เวอร์ชั่นนี้

โทนี่ สตาร์ค คือ ตัวแทนของลุงเบนในจักรวาล MCU ที่ส่งซอฟท์แวร์มูลค่าหลายพันล้าน หรืออาจจะพูดว่าประเมินค่าไม่ได้ก็ได้ (เพราะไม่ใช่จะหาซื้อกันได้) ให้กับปีเตอร์ เพราะเชื่อในความดีของเขา แต่แม้แต่ปีเตอร์เองยังไม่เชื่อในพลัง ความสามารถ และความดีของตัวเองมากพอ จึงพลาดพลั้งส่งมันต่อให้ Mysterio ทำให้วายร้ายในภาคนี้ ร้ายกาจยิ่งขึ้นกว่าเดิม

การต่อสู้ในช่วงท้าย แทบจะเรียกได้ว่าเป็นการสู้กันเพื่อก้าวผ่าน Iron Man เลยก็ว่าได้ เพราะเทคโนโลยีที่ Spider-Man ต้องสู้ด้วย คือเทคโนโลยีของ Stark Industries หรือ โทนี่ สตาร์ค ที่เขานับถือนั่นเอง

นอกจากนี้วายร้ายที่มาเป็นทีม ทำให้เรารู้สึกได้ว่าวายร้ายในฐานะ Mysterio ไม่ใช่ตัวละครเพียงคนเดียว แม้ Jake จะแสดงได้ดีมากก็ตาม แต่ในอนาคตกลุ่มวายร้ายนี้ก็อาจจะมีบทบาทอีก เพราะความสามารถและเทคโนโลยียังอยู่ โดยอาจจะก้าวขึ้นมาเป็นตัวร้ายหลักซะเอง หรือ ไปรวมกลุ่มกับวายร้ายคนอื่นได้อีก ซึ่งเราจะเห็นได้ว่าในท้ายเครดิตนั้นเป็นการเอาคืนปีเตอร์ที่เจ็บแสบมาก ทั้งเปิดเผยตัวตน และป้ายสีด้วยเทคโนโลยีการสร้างภาพเหมือนจริงหลอกคนทั้งโลก ทั้งๆที่รู้ว่าปีเตอร์เป็นแค่เด็กมัธยมเท่านั้นเอง

ท้ายที่สุดแล้วแม้ปีเตอร์จะได้ E.D.I.T.H. ซึ่งถือได้ว่าเป็นเทคโนโลยีและอาวุธที่ทรงพลังที่สุดกลับคืนไป (ซึ่งคงไม่กล้าส่งต่อให้ใครง่ายๆอีกแล้ว) แต่มันก็มาพร้อมความรับผิดชอบที่ใหญ่ยิ่งจริงๆ การรับมือข่าวใส่สีตีไข่ การถูกเปิดเผยตัวตน เป็นภาระที่วัยรุ่นอย่างเขาน่าจะยังไม่พร้อมรับมือ และโลกที่ปราศจากนิค ฟิวรี่ตัวจริง กับการช่วยเหลือของเหล่า Avengers รุ่นแรก ผมแอบคิดว่าการใช้ชีวิตของ Spider-Man ในภาคหน้า น่าจะเป็นอะไรที่ยากมากๆ (ที่แซวๆกันว่าภาคสุดท้ายจะชื่อ Homeless เนี่ย …มันใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้นะ ฮาๆๆ)

3.โลก Social และข่าวปลอม

หนังเล่นประเด็นกับการสื่อสารบนโลก Social เยอะมากๆ เช่น Flash ซึ่งไลฟ์สดตลอดเวลา ทำให้ปีเตอร์สามารถหาเขาเจอ แม้ดูผ่านๆจะเป็นข้อดี แต่ก็ทำให้เห็นว่าการใช้ Social แบบไม่ระวัง ทำให้คนสามารถติดตามตัวเราได้ง่ายขึ้น และการสร้างข่าวปลอมทำได้ง่ายมาก แม้ในช่วงท้ายเครดิตหนังจะไม่ได้เล่าเยอะ แต่เราก็ดูออกว่ามันเป็นภาพจำลองของ Mysterio กับ Spider-Man เพื่อใส่ร้ายป้ายสีอย่างชัดเจน ก็ขนาดทำเอฟเฟคของ Mysterio หลอกคนทั้งโลกได้ แค่คลิปนี่ทำได้ไม่ยากอยู่แล้ว และในโลกแห่งความเป็นจริง เทคโนโลยีการตัดต่อ VDO ก็ทำได้แนบเนียนมากขึ้นถึงขนาดเปลี่ยนทางทางการขยับปาก และพากย์เสียงทับใหม่ยังมีมาแล้ว

การกลับมาของ J. Jonah Jameson ในช่วงท้ายเครดิตเป็นอะไรที่ผมกรีดร้องหนักมาก (นักข่าวของ Daily Bugle) เพราะนี่คือนักแสดงคู่บุญกับบทบาทนี้ตั้งแต่ Spider-Man เวอร์ชั่นของ Sam Raimi (ไตรภาคแรกสุด) ซึ่งเอาจริงๆผมไม่ได้คิดมาก่อนว่าจะได้เห็นบทบาทนี้ในภาคนี้เลยจริงๆ นี่เป็นบทที่ผมเคยคิดว่า ถ้าเอากลับมาใช้ใหม่ จะให้ใครมาเล่นแทน เพราะคนเก่าเล่นไว้ดีมากจริงๆ (สุดท้ายเลยได้คนเก่ามาเล่นเหมือนเดิม ฮาๆๆ) และนี่ทำให้เราแทบจะคาดเดาไม่ถูกเลยว่าภาคหน้า Spider-Man จะต้องรับมือกับอะไรบ้าง เพราะมีทั้งเรื่องข่าวป้ายสี และวายร้ายที่จะต้องกลับมารับมืออีก

ยังไงก็ตามหนังเรื่องนี้คงไม่เกิดขึ้นเลยถ้า นิค ฟิวรี่ กับ มาเรีย ฮิลล์ ไม่เชื่อข่าวลวงของอสูรธาตุทั้ง 4 ที่ Mysterio กุขึ้น ซึ่งนับเป็นเรื่องที่ดีนะ ที่หนังยังเฉลยในฉากท้ายเครดิตว่าทั้งสองคนเป็นมนุษย์ต่างดาวปลอมตัวมา เพราะเกือบตลอดทั้งเรื่องสองคนนี้แสดงความโก๊ะ และพลาดมากกว่าที่จะเป็นนิค ฟิวรี่ ตัวจริงมากๆ และนั่นทำให้นี่เป็นอีกหนึ่งเรื่องลวงในหนังเรื่องนี้

4.Far From Home ออกศึกไกลบ้านครั้งแรก

การต่อสู้ไกลบ้านของ Spider-Man ในภาคนี้ นอกจากจะทำให้แปลกตาจากที่เคยสู้แต่ในนิวยอร์ค แม้ว่าดูเผินๆจะเป็นการเปลี่ยนบรรยากาศ แต่ส่วนตัวผมรู้สึกว่าคำว่า Home นั้น อาจจะมีนัยยะแฝงถึง Iron Man ก็เป็นได้ ทุกศึกที่ผ่านมาของ Spider-Man ล้วนแล้วแต่เป็นการต่อสู้โดยมี Iron Man อยู่เคียงข้าง

ไม่ว่าจะสู้กับ Captain America ใน Civil War ที่เป็นการเปิดตัวสไปดี้ใน MCU ก็มาจากคำเชิญชวนของ Iron Man การสู้กับ Vulture ใน Homecoming ก็มี Iron Man มาหา (ถ้ามองว่าเล่นคำว่า Home หมายถึง Iron Man ก็เป็น Iron Man Coming จริงๆนะ)

และศึกใหญ่ที่ผ่านมาใน Infinity Wars กับ End Game ก็เรียกได้ว่ารบเคียงบ่าเคียงไหล่กับ Iron Man เลยทีเดียว ครั้งนี้จึงเป็นศึกใหญ่ครั้งแรกที่สไปดี้ต้องสู้แบบไกลบ้านจริงๆ …ไม่มีคนคอยแนะนำ แถมยังมีแต่คำลวงที่ทำให้เราเห็นว่าปีเตอร์นั้นเป็นคนที่ไร้เดียงสา ถูกหลอกซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้ขนาดไหน ซึ่งนั่นก็มีส่วนทำให้เขาแกร่งขึ้นในตอนท้ายสุด ที่เขาไม่เชื่อภาพลวงตาของ Mysterio แต่เลือกที่จะเชื่อ Peter-Tingle แทน(สัญชาตญาณปีเตอร์ …ซึ่งจริงๆในการ์ตูนหรือเวอร์ชั่นก่อนๆ มันคือ Spider-Sense ครับ) ตรงจุดนี้ผมก็คิดว่านอกจากการเป็นมุกตลก มันก็สื่อได้ว่าปีเตอร์เลือกที่จะเชื่อในสิ่งที่ตัวเองมีมากขึ้นนั่นเอง

5.ความคาดหวังในภาคต่อ

การเกิดขึ้นของ Spider-Man ฉบับ Marvel Cinematic Universe เป็นการร่วมมือกันของ Marvel Studios และ Sony Pictures จึงไม่แปลกอะไรที่จะมีเงื่อนไขหลายๆอย่างในการจะสร้างภาคต่อออกมา ซึ่งล่าสุดก็มีข่าวๆนึงหลุดออกมาว่า จะได้สร้างภาค3 ของเวอร์ชั่นนี้ ตัวภาค Far From Home นี้จะต้องได้เงินเกิน 1 พันล้านดอลล่าร์ ซึ่งผมเองก็แอบลุ้นๆอยู่ และถ้ามันเวิร์คมากจริงๆ ทั้งสองค่ายก็น่าจะหาแนวทางมาคุยกันถึงภาคต่อๆไปอีก

ส่วนตัวแล้วผมมองว่าด้วยพลอตแบบนี้ Spider-Man ฉบับนี้ยังไปได้อีกไกล เพราะจนถึงวันนี้ยังไม่ได้ใช้ตัวร้ายระดับตัวท็อปอย่าง Green Goblin หรือ Doctor Octopus เลย (และยังไม่ได้รวมกับ Venom ด้วย) แต่ถ้าเลือกได้ ในภาคต่อผมก็อยากเห็นหนังเล่าไปที่ Kraven The Hunter หรือ Scorpion นะครับ เพราะคนแรกน่าจะอิงกับการ์ตูนที่เป็นคนไล่ล่าสไปเดอร์แมนได้ ส่วนคนหลังนี่หนังปูไว้ตั้งแต่ฉากท้ายเครดิตในภาคแรก ว่าอยากรู้ตัวจริงของสไปเดอร์แมนอยู่ ถ้ารู้แล้วก็น่าจะมีบทบาทได้เช่นกัน (ดังนั้นถ้าได้ทำภาค 3 ด้วย 2 ตัวที่ไม่ซ้ำกับของเดิมแล้ว ก็ยังเหลือตัวร้ายเจ๋งๆให้เล่นได้อีกเยอะเลยครับ)

Loading...

Leave a Reply