บทวิเคราะห์ BNK48 Girls Don’t Cry บาดแผลภายใต้รอยยิ้มของไอดอล

0
BNK48 GIRLS DON’T CRY

หมายเหตุ : บทความนี้เปิดเผยเนื้อหาและประเด็นในหนังสารคดี BNK48 Girls Don’t Cry และเขียนขึ้นโดยวิเคราะห์จากมุมมองที่เห็นในหนังเท่านั้น ไม่ได้เจตนาจะว่าร้ายไอดอลคนใด หรือตัววง BNK48 แต่อย่างใดครับ

BNK48 Group Shot

1.ไอดอลคืออะไร?

สำหรับผมแต่ก่อนตอนได้ยินคำนี้ คงนึกถึงการเป็นแบบอย่างให้กับคนอื่น
ซึ่งสำหรับ BNK48 นั้น จากที่ได้ยินมาและดูในหนัง
คำพูดหนึ่งที่เป็นสโลแกนคือ เป็นกลุ่มศิลปินที่ขายความพยายาม
ดังนั้นแบบอย่างของวงนี้ ก็น่าจะเป็นเรื่องความพยายาม

ด้วยกระบวนการของวง BNK48 ก็มีการคัดเลือกหญิงสาวอายุ 12-22ปี เพื่อมาเป็นเมมเบอร์ของวง
เมื่อได้เป็นเมมเบอร์แล้ว 30 คน ก็จะมีการแข่งขันกันภายในวง เพื่อให้ติดเซ็มบัตสึ หรือ 16 ตัวจริงที่จะได้ร้อง เล่น เต้น ในเพลงนั้นๆ ซึ่งจะมีผลกับงานที่ได้รับ ความนิยม รายได้ รวมถึงสปอนเซอร์ต่างๆ

ส่วนใครที่ไม่ติดเซ็มบัตสึ จะเรียกว่า อันเดอร์
ซึ่งก็เป็นสมาชิกของวงต่อนะ แต่ก็เหมือนอยู่วงนอก

เพราะไม่ได้ออกสื่อหลักๆในรอบที่ออกซิงเกิ้ลนั้นๆ
ก็ต้องรอออกซิงเกิ้ลใหม่เพื่อช่วงชิงการเป็นเซ็มบัตสึในเพลงต่อไป
ซึ่งการได้เป็นเซ็มบัตสึในรอบแรกๆ ย่อมมีโอกาสกว่าอันเดอร์มากมาย
เพราะมันยิ่งต่อยอดความดังที่มีอยู่เดิมให้อยู่ในกระแสไปเรื่อยๆ
ส่วนคนเป็นอันเดอร์ก็คงต้องลุ้นกันไปว่ารอบหน้าจะได้หรือไม่ได้
ถึงจะดูมีแต้มต่อกว่าอันเดอร์มาก แต่การเป็นเซ็มบัตสึ ก็ยังไม่ใช่เส้นชัยของวงนี้

หนังเรื่องนี้ได้ทำให้เราไปพบความจริงที่ว่า
แม้จะติดเซ็มบัตสึแล้ว เมื่อเพลงใหม่ออก
บางคนก็อาจจะได้ออกแค่ 2 วินาที จาก MV ความยาว 4 นาทีกว่าๆ
เรียกได้ว่าในกลุ่มเซ็มบัตสึเองก็เหมือนมีตัวหลักและตัวประกอบอีกเช่นกัน
ซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะมีการแบ่งชนชั้นในกลุ่มเซ็มบัตสึเองหรือไม่ เพราะหนังไม่ได้กล่าวไว้ชัดเจนนัก

BNK48 Blur Shot

2.ตัวตนของไอดอล ตัวจริงหรือแค่มายา?

ในการแข่งขันของสมาชิกในวง BNK48 นั้น
เนื่องจากช่วงแรกไม่มีการวัดผลอย่างอื่น
ยอดไลค์ตาม Social ต่างๆ จึงเป็นตัววัดกระแสนิยม
และนั่นทำให้น้องๆต้องแข่งกัน
ช่วงแรกหลายคนก็มาแนวแบ๊วๆใสๆกันหมด
จนบางคนเริ่มฉีกออกไป
มีทั้งเกรี้ยวกราดบ้าง แต่งตัวไม่เหมือนคนอื่นบ้าง
คิดแคปชั่นใต้ภาพกันสารพัด

ไอดอลบางคนเริ่มเป็นตัวตนในแบบที่คาดคิดว่าคนอื่นจะชอบ
หลายคนเปลี่ยนตัวตนไปเพื่อเอาใจแฟนคลับ
ซึ่งเมื่อเปลี่ยนแปลง ก็ยังไม่พ้นถูกแฟนคลับกลุ่มเก่าบางคนเลิกชอบไปอีก
ซึ่งก็เป็นสัจธรรมที่ว่า คนเราไม่ว่าจะทำอะไรก็โดนคนด่าได้อยู่ดี
ดังนั้นน้องๆบางคนก็เลือกที่จะกลับมาเป็นตัวของตัวเอง

แต่เราก็ไม่อาจรู้ได้เลยว่าสำหรับบางคน
สิ่งที่เราเห็นอยู่ในวันนี้ เป็นของจริง หรือ มายาที่แต่ละคนสร้างขึ้น
และนั่นเลยทำให้บทสัมภาษณ์ในหนังเรื่องนี้ ก็เป็นอะไรที่เราตอบได้ยาก
ว่ามันเป็นเพียงมายาเรียกความนิยมในตัวของน้องๆบางคน
หรือมันคือความรู้สึกจริงๆของน้องๆ

ซึ่งไม่ว่าจะเป็นแบบไหน
ผมก็คิดว่านี่เป็นประเด็นที่โหดร้ายพอสมควรที่เหล่าไอดอลกลุ่มนี้ต้องฝ่าฟันไป
เพราะเราจะทนเป็นตัวตนที่เราไม่ได้เป็นไปแค่ไหน และไม่ว่าตัวตนเราจะเป็นแบบที่เราเป็นจริงๆ
หรือเป็นแบบที่เราสร้างขึ้นมา เราก็ยังโดนวิพากษ์วิจารณ์อยู่ดี

และมันก็น่าสงสัยเหลือเกินว่า

จริงๆแล้วคนดูชอบไอดอล

เพราะเค้าเป็นแบบอย่างที่ดี

หรือเพราะเค้าแค่สร้างภาพลักษณ์

ว่าเป็นแบบอย่างที่ดีกันแน่

3.เฌอปรางและจิ๊บ บทสัมภาษณ์ที่สะท้อนชนชั้นในวง BNK48

ส่วนที่ผมชอบที่สุดในหนังเรื่องนี้คือการขมวดปมปัญหาทุกอย่างออกมา
และตัดสลับบทสัมภาษณ์ระหว่างเฌอปรางกับจิ๊บ ที่เรียกได้ว่ามีมุมมองที่ต่างกันสุดขั้ว

ระหว่างกัปตันของวง ซึ่งจะเรียกว่าเป็น1ในคนที่ดังที่สุดของ BNK48 เลยก็ว่าได้
กับ จิ๊บซึ่งเป็นอันเดอร์ของวง ไม่เคยติดเซ็มบัตสึในเพลงใดๆเลย
ทั้งสองต่างก็คิดว่าอีกฝ่ายหนึ่งไม่เข้าใจในจุดยืนของตน

ในมุมมองของอันเดอร์นั้นดูเหมือนไม่มีความแฟร์ใดๆ
ความพยายามอันเป็นสโลแกนของวงอาจจะไม่ใช่ทุกอย่าง
เพราะจิ๊บเองก็เชื่อว่าจิ๊บพยายามมากกว่าคนอื่นๆ

ในขณะเดียวกันสมาชิกบางคนในวงก็กล้าบอกว่าตัวเองขี้เกียจด้วยซ้ำ
ในจุดนี้ผมไม่ได้อยู่ที่จุดเดียวกับน้องๆ
และหนังก็ไม่ได้ทำให้เห็นว่าเมมเบอร์คนอื่นที่ติดเซ็มบัตสึพยายามมากกว่าหรือน้อยกว่าแต่อย่างใด
แม้ว่าจะมีภาพของจิ๊บซ้อมเต้นทั้งๆที่ไม่ติดเซ็มบัตสึก็ตาม
(คือทำให้เชื่อว่าจิ๊บพยายามได้ แต่ไม่รู้ว่าถ้าเทียบกับคนอื่นแล้วเป็นยังไง)

แต่จากที่เห็นในหนัง ก็ดูเหมือนว่า “เบื้องบน” ที่น้องๆเรียก
อาจจะไม่ได้เลือกตามความพยายามอย่างเดียวจริงๆ
แต่ความนิยม หรือการคาดว่าน่าจะนิยม ดูจะมีผลไม่น้อย

ซึ่งถ้ามองในแง่ธุรกิจ มันก็ไม่แปลกอะไรที่
เจ้าของเงินจะเลือกจากคนที่น่าจะสร้างผลกำไรให้บริษัทได้มากกว่า

และความพยายามที่ว่า อาจจะหมายถึงพยายามเพิ่มความนิยมให้ตัวเอง
ไม่ใช่พยายามร้อง เต้นให้ดีกว่าคนอื่นเพียงอย่างเดียว

ซึ่งในฐานะคนที่พยายามฝึกซ้อมทุกอย่างให้ออกมาดี ก็คงน่าเสียใจไม่น้อย
และคำว่าความพยายามไม่เคยทำร้ายใคร มันคงจะไม่จริงเสียทีเดียว
ถ้าผลของความพยายามที่จิ๊บคาดหวังเป็นเรื่องของการเป็นเซ็มบัตสึใน BNK48

เพราะนอกจากจิ๊บจะยังไม่ได้เป็นเซ็มบัตสึ
คนอื่นยังหาว่าจิ๊บพยายามไม่พออีกต่างหาก
ซึ่งเท่าไหร่ล่ะถึงจะพอ หรือพยายามจนเกินพอแล้วจะได้เซ็มบัตสึมั้ยก็ไม่มีใครตอบได้

แต่อย่างน้อยความพยายามและประสบการณ์ที่จิ๊บเล่า
ทำให้จิ๊บเป็น 1 ในเซ็มบัตสึของหนังเรื่องนี้อย่างไม่ต้องสงสัย
เพราะถ้าไม่มีจิ๊บ หนังเรื่องนี้ก็อาจจะไม่มีประเด็นที่ดุเดือดแบบนี้

ในมุมมองของกัปตันวงอย่างเฌอปราง
มันไม่มีทางที่ทุกคนจะเท่าเทียมกันได้อยู่แล้ว
ซึ่งหลายคำพูดผมฟังแล้วก็สะอึกเหมือนกัน

เพราะเคยคิดว่าเฌอปรางจะใสๆกว่านี้
แต่ไม่ใช่เลย เธอคือสาวมั่น ที่สวยและฉลาดมาก
ดูจบแล้ว ก็ไม่แปลกใจเลยที่เธอจะได้เป็นกัปตันวง

มุมมองของเธอค่อนข้างดีมากที่ว่า
เพราะเธอคือคนที่ได้รับเลือก เธอได้รับโอกาสนั้น
เธอจึงควรจะทำหน้าที่ของกัปตันให้ดีที่สุด โดยที่ไม่ได้สนเรื่องอื่น

ยังไงก็ตามโลกของไอดอลวงนี้ก็โหดร้ายถึงขนาดที่หลังประกาศเซ็มบัตสึแล้ว
อันเดอร์ก็ถูกเรียกมานั่งเฉยๆหลายชั่วโมง เพื่อดูตัวจริงซ้อม
สำหรับเด็กๆแล้วผมคิดว่านี่ก็ทำร้ายจิตใจพอสมควร

แต่ก็อาจจะพูดได้ว่านี่เป็นหนึ่งในพิธีกรรมของวง
เพื่อให้อันเดอร์พยายามมากกว่านี้ และติดเซ็มบัตสึในเพลงถัดไปน่ะนะ

4.การเสียสละและความคาดหวัง

อีกประเด็นที่ผมดูแล้วเศร้าใจคือ
น้องๆบางคนเสียสละและทุ่มเทเพื่อวง BNK48 มาก

มากถึงขนาดดร็อปเรียน บางคนยอมเลิกกับแฟน
บางคนเพื่อนสนิทๆที่เหลืออยู่ก็คือในวงแล้ว
เพราะเพื่อนในสังคมอื่นก็ไม่ค่อยได้เจอกันแล้ว
ตัวสัญญาเองก็ยาวนานถึง 6 ปี
เรียกได้ว่าสูญเสียการใช้ชีวิตช่วงหนึ่งกับคนอื่นนานพอสมควรไปเลย

ซึ่งเหตุผลในการเสียสละของแต่ละคนก็แตกต่างกันไป
ทั้งความชอบในวงต้นแบบ
หรือเป็นความคาดหวังของพ่อแม่ที่อยากให้น้องดัง
ซึ่งน้องก็กดดันตัวเองเพราะพ่อแม่อยากให้เป็นดารา
หรือบางคนกดดันเพราะชอบที่จะทำสิ่งนี้ แต่ที่บ้านไม่ได้สนับสนุนนัก
ก็ต้องพยายามติดเซ็มบัตสึให้ได้ ไม่งั้นก็อาจจะต้องออกจากวงไป

การได้เข้า BNK48 อาจจะเหมือนความฝันที่เป็นจริงในรอบแรก
ก่อนจะพบความจริงว่าการติดเซ็มบัตสึนั้นไม่ง่าย
และเมื่อติดเซ็มบัตสึแล้ว ยังอาจจะเป็นแค่ตัวประกอบใน MV อีก

การทำทุกอย่างเพื่อให้ได้เป็นตัวท็อปของ BNK48 นี่ยากเย็นไม่น้อยเลย
ทั้งเสียสละหลายสิ่ง รวมไปถึงความคาดหวังอีก

แต่เมื่อดังแล้ว ก็อดไม่ได้ที่จะถูกคนในวงมองว่าทำเพื่อส่วนตัวมากกว่าทำเพื่อวง
นี่เป็นอีกประเด็นที่ผมคิดว่าดาร์คมากไม่แพ้เรื่องชนชั้น

เพราะในมุมมองของคนที่อยู่สูงกว่า
ก็อาจจะมองว่าถ้าตัวเขาดังขึ้น คนก็จะรู้จักวงมากขึ้นไปด้วย

แต่ในมุมมองของคนที่อยู่ต่ำกว่า ก็อาจจะมองว่า ทำไมถึงไม่ทำเพื่อวง
ซึ่งถ้าลากไปกันทั้งวง พวกรายการต่างๆที่เรียกสัมภาษณ์ก็คงไม่สะดวกคุยพร้อมกันทีเดียว 16 หรือ 30 คน

บางทีถ้าย้อนกลับไปที่จุดเริ่มต้น ก็อาจจะต้องบอกว่า
ทุกคนก็มาเพื่อตามความฝันของตัวเอง
เป็นเรื่องของแต่ละคน ไม่ใช่เรื่องของวงแต่แรกอยู่แล้วรึเปล่า

ถ้าไม่ติด BNK48 จะหยุดความฝันการอยากเป็นนักร้อง นักเต้นเลยรึเปล่า?
คำตอบก็อาจจะไม่ใช่การหยุดความฝัน
หรือถ้าคำตอบคือใช่ พร้อมจะหยุด
ก็อาจจะแปลว่าชอบอาชีพนี้ไม่มากพอรึเปล่า

ด้วยความสัมพันธ์อันซับซ้อนที่ทุกคนเป็นวงเดียวกัน
ต้องสามัคคีกันซ้อมและทำโชว์ให้ออกมาดี
แต่ก็ต้องแข่งกันไปด้วย เพื่อให้มีแอร์ไทม์ของตัวเอง
ก็คงต้องบอกว่านี่คือวงเกิร์ลกรุ๊ปวงหนึ่งที่ดาร์ค และกดดันมากเลยทีเดียว

แต่ถ้ามองในแง่ของธุรกิจ การทำแบบนี้ก็อาจจะทำให้วงพัฒนาต่อไป
และเมื่อเทียบกับช่วงแรกที่วงยังไม่ดัง ไม่ทำเงิน จนมีการตัดงบ
มันเหมือนว่าวงจะไปไม่รอด
ซึ่งถ้าวงไม่รอดใครจะเป็นเซ็มบัตสึก็คงไม่สำคัญแล้ว
เราคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ด้วยระบบแบบนี้ วงแบบนี้ก็เลยยังอยู่ได้

เพราะ BNK48 ไม่ได้แข่งกับตัวเองอย่างเดียว
แต่ต้องแข่งกับศิลปินอื่นๆร่วมวงการด้วยเช่นกัน

แม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบโมเดลธุรกิจแบบนี้
เพราะมีความห้ำหั่นกันของเพื่อนร่วมวง
และหลายกฎระเบียบที่พร้อมจะดราม่าทุกเมื่อ

แต่หลังจากดูหนังเรื่องนี้ ผมคิดว่าน้องๆกลุ่มนี้ก็มีความฝัน
และเสียสละหลายสิ่งหลายอย่างกว่าที่จะมาถึงจุดนี้

บางคนอาจถือได้ว่าประสบความสำเร็จ
บางคนอาจจะยังไม่เป็นที่รู้จักมากนัก

ผมคงไม่กล้าตัดสินว่าที่น้องๆเลือกมันถูกต้องมั้ยหรือคุ้มค่ามั้ย
เพราะนั่นเป็นความฝันของน้องๆครับ

ท้ายที่สุดนี้ ผมขอปิดท้ายด้วยเนื้อเพลงของคุกกี้เสี่ยงทายท่อนหนึ่ง
ที่คิดว่าอาจจะเป็นคำบรรยายของบาดแผลภายใต้รอยยิ้มของไอดอลกลุ่มนี้ครับ

“รู้ทั้งรู้ว่าเขาใช้อะไรตัดสินใจ ต้องน่ารักใช่ไหมที่ใครเขาคิดกัน
ฉันขอแค่ให้เขาลองมองที่ข้างใน คงจะดีถ้ามีใจให้กับฉัน
เพราะยังไงก็ต้องเสี่ยง รักไม่รักก็ต้องเสี่ยง
Please Please Please Oh Baby
เป็นเช่นไรก็เป็นกัน”

Leave a Reply